Cable Tray เลือกผิด = ระบบพังทั้งโครง
เพราะถ้าเล็กไป → สายแน่น ร้อน แอ่น
ถ้าใหญ่ไป → เปลืองงบโดยไม่จำเป็น
บทความนี้จะสอน “วิธีเลือกแบบช่าง + หลักวิศวะใช้งานจริง”
🔍 การเลือกขนาด Cable Tray คืออะไร
คือการกำหนด:
- ความกว้าง (Width)
- ความลึก (Height)
- ความหนาเหล็ก
ให้เหมาะกับ:
👉 จำนวนสาย + ขนาดสาย + โหลด
⚠️ ความผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เลือกขนาดพอดีเกิน ❌
- ไม่เผื่อสายเพิ่ม ❌
- ไม่ดูน้ำหนักสาย ❌
- ไม่คำนวณพื้นที่หน้าตัด ❌
ผลที่ตามมา:
- สายอัดแน่น
- ระบายความร้อนไม่ดี
- Tray แอ่น
🧰 ขนาด Cable Tray ที่นิยม
ความกว้าง:
- 100 mm
- 200 mm
- 300 mm
- 400 mm
- 600 mm
ความลึก:
- 50 mm
- 100 mm
📏 หลักการเลือกขนาด (สูตรใช้งานจริง)
① คำนวณพื้นที่สาย
รวมเส้นผ่านศูนย์กลางสายทั้งหมด
② ใช้กฎ 40–50%
👉 สายต้องใช้พื้นที่ไม่เกิน 40–50% ของ Tray
เพื่อ:
- ระบายความร้อน
- เพิ่มสายในอนาคต
⚡ ตัวอย่างจริง
ถ้ามีสายรวมพื้นที่ 100 sq.cm
👉 ต้องใช้ Tray อย่างน้อย 200 sq.cm
📐 เทคนิคเลือกแบบช่าง
- เลือก “ใหญ่กว่าที่คิด”
- เผื่อสายเพิ่ม 30–50%
- อย่าเลือกพอดี
🔥 เทคนิคช่าง (สำคัญมาก)
- Tray แน่น = ความร้อนสูง
- ความร้อนสูง = อายุสายสั้น
👉 สายเสีย = เปลี่ยนทั้งระบบ
🧠 ต้องดูน้ำหนักไหม
คำตอบ: ต้อง
เพราะ:
- สายไฟหนักมาก
- ยิ่งสายใหญ่ → ยิ่งหนัก
👉 ต้องเลือก Tray ที่รับน้ำหนักได้
💡 คำถามที่คนค้นหาบ่อย
Q: เลือกพอดีได้ไหม
A: ไม่ควร ต้องเผื่อ
Q: ใช้ Tray เล็กได้ไหม
A: ได้ แต่เสี่ยงระยะยาว
Q: ต้องเผื่ออนาคตไหม
A: ต้องเสมอ
🏁 สรุปแบบช่าง
อยากให้ระบบดี:
- ใช้ Tray ใหญ่พอ
- เผื่อพื้นที่
- คำนวณโหลด
🎯 ข้อคิดสำคัญ
Cable Tray ที่ดี
ไม่ใช่แค่ “ใส่สายได้”
แต่ต้อง “รองรับอนาคตได้”




