การวัด “กระแสไฟ (Amp)”
เป็นสิ่งที่มือใหม่พลาดเยอะที่สุด
👉 เพราะมัน ไม่เหมือนวัดโวลต์
ถ้าวัดผิด:
- มัลติมิเตอร์พัง
- ฟิวส์ขาด
- หรืออาจช็อตได้ ⚠️
บทความนี้สอนแบบช่าง ใช้ได้จริง 👇
① กระแสไฟคืออะไร
👉 กระแสไฟ (Amp) = ปริมาณไฟที่ไหลในวงจร
- ยิ่งมาก = สายต้องใหญ่
- ยิ่งมาก = เบรกเกอร์ต้องเหมาะ
② เครื่องมือที่ใช้วัด
มี 2 วิธีหลัก:
1. มัลติมิเตอร์ (แบบต่อวงจร)
- ต้องต่อ “อนุกรม”
- เสี่ยงถ้าไม่เข้าใจ
2. แคลมป์มิเตอร์ (แนะนำที่สุด)
- ไม่ต้องตัดสาย
- แค่หนีบสายก็วัดได้
👉 มือใหม่ควรใช้แบบนี้
③ วิธีวัดกระแสด้วยแคลมป์มิเตอร์
ขั้นตอน:
- ตั้งโหมด A (Amp)
- เลือก AC (A~)
- หนีบ “สายเส้นเดียว”
👉 ห้ามหนีบ 2 เส้นพร้อมกัน
อ่านค่า:
- เช่น 5A = โหลดปกติ
- สูงผิดปกติ = มีปัญหา
④ วิธีวัดด้วยมัลติมิเตอร์ (ขั้นสูง)
⚠️ อันตรายถ้าไม่เข้าใจ
ขั้นตอน:
- ตั้งโหมด A
- ต่อสายวัด “อนุกรม” กับโหลด
- เปิดไฟแล้วอ่านค่า
👉 ไม่ใช่แตะเหมือนวัดโวลต์
⑤ สูตรคำนวณกระแส (ใช้วิเคราะห์)
I=VP
ตัวอย่าง:
- 1000W ÷ 220V ≈ 4.5A
👉 ใช้เช็คว่าโหลดปกติไหม
⑥ วัดกระแสเพื่ออะไร
- เช็คโหลดเกิน
- เช็คเครื่องกินไฟผิดปกติ
- ตรวจสายไฟว่าเหมาะไหม
- วิเคราะห์ไฟตก
⑦ ค่ากระแสปกติ (คร่าว ๆ)
- ทีวี → 0.5–1A
- ตู้เย็น → 1–2A
- แอร์ → 5–10A
- เครื่องทำน้ำอุ่น → 15–30A
👉 ใช้เทียบได้
⑧ ข้อผิดพลาดที่อันตรายมาก
❌ เอามัลติมิเตอร์ไปแตะเหมือนวัดโวลต์
❌ หนีบแคลมป์ 2 เส้นพร้อมกัน
❌ ตั้งโหมดผิด
❌ ไม่รู้พิกัดเครื่อง
👉 แบบนี้ = เครื่องพังทันที
⑨ เทคนิคช่าง (ของจริง)
- ใช้แคลมป์มิเตอร์เป็นหลัก
- วัดตอนโหลดทำงานจริง
- เทียบค่ากับสเปคเครื่อง
👉 จะรู้ทันทีว่า “ปกติหรือผิด”
⑩ สรุปแบบตรง ๆ
👉 วัดกระแส = วัด “ความหนักของโหลด”
ทำเป็น = วิเคราะห์ระบบได้
ทำผิด = พังทันที




